ความฝัน กับ ประสบการณ์ iPad Pro

ตั้งแต่ iPad Mini1 มั้ง มีความฝันเกี่ยวกับ Tablet ที่อยากได้ เพราะตอนนั้นก็ชื้อมาใช้ ก็เลยรู้ว่าอยากได้อะไร

สิ่งที่อยากได้มากตอนนั้นก็คือ ปากกา เอามาวาดรูป… ซึ่งแน่นอนครับ ตอนนั้น iPad ก็ไม่มี ถึงมีก็ไม่ได้เรื่อง แถมเป็น Thrid Party อีก

หลังจากนั้นก็พยายามหาอยู่เรื่อยๆ Tablet ที่ดีพอ “และ มีปากกา” ก็ได้ชื้อ Tablet ยี่ห้อข้างๆ แน่นนอนครับ มันมีปากกา แต่มันไม่ดีพอ โดยเฉพาะในเรื่องของแอพ ที่ห่วยแตกโครตๆ แถมช้าอีก ใช้ไม่กี่ครั้งก็เลิกใช้ไปเลย ทุกวันนี้เอามาเป้นที่พับกระดาษ

img_3090

แต่พอ iPad Pro ออกมา ทุกอย่างคือสิ่งที่อยากได้ เพียงแต่ แค่ไม่ตอบโจทย์เรื่องขนาดเพียงเท่านั้น ที่อยากได้ 9.7 นิ้ว ไม่นาน iPad Pro 9.7 นิ้ว ออกมาเท่านั้นแหละครับ ร้องกรี๊ด บอกกับตัวเองว่า ยังไงก็ชื้อ iPad Pro 9.7 + Apple Pencil เพียงแต่จะเมื่อไหร่ก็เท่านั้น

ตอนแรกก็คิดนะ ว่าจะนานกว่านี้ ว่าจะรอจนรุ่น 2 แต่อยู่ดีๆ พ่อก็บอกว่า อยากได้ iPad รุ่นใหม่ ก็ออกไปชื้อแบบมึนๆ ไม่ต้องคุย

พ่อบอกว่า สิ่งที่อยากได้คือ ขีดๆ เขียนๆ ตอนแรกจะแนะนำไป Air 2 แต่อยากได้ ขีดๆ เขียนๆ นิ Note 7 ก็ยังไม่ขาย … Pro 9.7 ไปเลย อิอิ

img_3091

ประสบการณ์การใช้จริง…. 

เร็วมากกกก ไม่มีกระตุกอะไรเลย สมกับเป็น Pro จริงๆ

Apple Pencil ไม่มีที่เก็บ ใครมีที่เก็บแนะนำ Comment มาได้

Apple Pencil กินแบตมากกก ไม่ได้ทำอะไร 3 ชั่วโมง แบตหมดไป 40%

Apple Pencil เขียนได้ดี แต่แท่งใหญ่ และ หนักไป การจับถือดีกว่า Galaxy Note แต่การลงนำ้หนัก พอๆกัน ก็ต้องเลือกเอา จะเอาเก็บสะดวก หรือ จะจับถนัด

64391a2c-766b-4f2a-abaa-2bc359ad6569

เจอ Jackpot อะไรไม่รู้ เครื่องอัพชอร์ฟแวร์ไม่ได้ นี่ต้องมาอัพผ่านคอมกับเน็ตทรูแสนกาก

สำหรับผม ถ้าอยากได้ ราคาเท่าไหร่ ก็ไม่เกี่ยงจริงๆ สำหรับสิ่งที่ต้องการ

ต่อไปหวังอะไรกับ Apple หลังจากได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ที่รอมานาน?  

ผมว่าอยากให้ apple pencil วาดลง force trackpad ของ Mac ได้มันจะประเสริฐมาก

ประสบการณ์แผ่นดินไหว 14 พ.ย. 2559

14 พ.ย. 2559 เมือง Blenheim ประเทศ NewZealand

ณ เวลาเที่ยงคืน 2 นาที กำลังนั่งฟังเพลงอยู่ เพราะๆ แบบสบายใจ คุยกับพี่คนนึงด่าเลนส์ ยี่ห้อหนึ่ง กันอย่างเมามันส์ อยู่ดีๆ บ้านก็เขย่าแบบไม่เคยเป็นมาก่อน…. ตอนแรกนึกว่าโฮส ทะเลาะกันบ้านแตก แบบ โดนผลักไปโดนพนัง แต่ผ่านไป 10 วิ มันไม่ใช่แล้ววะะ ทันใดนั้นก็ ตโกนออกมาว่า

” เหี้ยยยยย แผ่นดินไหว”

ด้วยความที่เจอมาหลายครั้งมาก เกิน 10 ครั้งทำให้มีสติพอสมควร ก็มุดลงไปใต้โต๊ะแบบรวดเร็ว

 

แผ่นดินไหวครั้งแรกมีความสั่น 6.8 ริตเตอร์ และ ลึก 15 กิโลเมตร ความยาวราว นาทีครึ่ง พอเสร็จแล้ว ก็หยุดไป แต่ก็มี After Shock เรื่อยๆ

img_2091

ถามว่า แล้วตอนเกิดเหตุการณ์นั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง.. ไฟดับ ของหล่น.. แบบรุนแรงพอสมควร คิดในใจนะ… กูจะตายไหม

img_2092

เมื่ออันแรกเสร็จ ก็ไปหยิบมือถือ เปิดไฟฉาย วิ่งไปหาโฮส ที่อยู่อีกห้องนึง แล้วก็โพสเฟสบุ๊ค ว่า แผ่นดินไหวใช่ไหม… แล้วลายไปหาเพื่อนที่อยู่ Dunedin เพื่อให้ชัวร์ว่า โดนกันหมด

อันนี้บ้านตัวเอง

หลังจากนั้นก็เก็บของที่สำคัญ ออกนอกบ้าน นั่งรออยู่ข้างนอกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ไฟก็กลับมา โดยครึ่งชั่วโมงนั้นโทรหาใครไม่ได้เลย แต่เล่นเน็ตได้ Text ได้ อีก 10 นาทีก็กลับเข้าบ้าน ดูความเสียหาย ที่บ้านค่อนข้าง ok ไม่ค่อยได้รับผลประทบเท่าไหร่ ค่าเสียหายหลัก $nz ร้อย มีบ้านพี่ที่รู้จัก อันนั้นสุดๆ น่าจะเหยียบ $nz พัน

บ้านพี่ที่รู้จัก

ราวๆ ตี 1 ก็มีข่าวว่าจะเกิด สึนามิ ทำให้หลายคนขับรถขึ้นมารถภูเขา (บ้านส่วนตัวอยู่บนภูเขา) หาที่พักชั่วคราว ก็มีคนกลุ่มนึง มาจาก เกาหลี ญี่ปุ่น ที่มา Work and Travel มาขออาศัยอยู่สัก 2 ชั่วโมง ก็ได้แลกเปลี่ยนพอสมควร

img_2094

หลับไปช่วงตี 4… เป็นคืนที่เหนื่อยพอสมควร ระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกับเพื่อนตลอดเวลา เช็คว่าเพื่อนสนิทๆ แต่ละคน ok มั้ย แล้วก็ มี After Shock มาเรื่อยๆ ตลอดเวลา มีตั้งแต่ 3-5 ริตเตอร์

img_2116

มีเพื่อนส่งข่าวมาจากในเมืองว่าได้รับความเสียหายพอสมควร

15 พ.ย. 2559

ถามว่านอนหลับสนิทไหม ไม่สนิทหรอก.. แต่กูตื่นเที่ยงครี่ง ตื่นมาเสร็จก็ไป Super Market ต่อเลย เพราะว่าต้องไปชื้ออาหาร/ขนม/นำ้ ตุน และ เติมนำ้มันเผื่อไว้

 

ตอนไปไม่เท่าไหร่ครับ แต่ตอนชื้อของอยู่นี่แหละะะะะะะ อยู่ดีๆ ก็เกิดแผ่นดิวไหวระดับ 6.8 ริดเตอร์ ความลึกระดับ 10 กิโลเมตร.. บางทีก็คิดนะว่า อะไรจะหล่นใส่หัวไหม….. แต่ก็โชคดีรอดมาได้

img_2120-copy

แต่ท้องฟ้าวันนี้น่ากลัวจังพี่บัวลอย เห็นว่าพายุจะเข้าด้วย

 

เกล็ด(ไม่)ลับ 

img_2093

ท้องฟ้าแบบนี้ตายแน่นอน แผ่นดินไหวแน่นอน ถ้าในทะเลก็ พายุเข้าแน่นอน เตรียมตัวให้พร้อมโดยด่วน

  • ถ้าเจอจริงๆ พยายามอยู่ใต้ที่แข็งๆเข้าไว้
  • เมื่อหยุดแล้ว ให้พยายามออกมาจากบ้าน
  • ดื่นนำ้เยอะๆ แต่อย่าดื่มจากก็อก เพราะว่าบางทีอาจจะอันตราย
  • เปิด วิทยุ ฟังข่าว
  • ตั้งสติ (สำคัญมากก).. ที่ตั้งได้ เพราะกูชิน
  • ควรเตรียมทุกอย่างให้พร้อม เพราะมันไม่มีอะไรเตือนหรอก
  • อย่าใช้มือถือโดยไม่จำเป็น แต่ให้เปิดไว้ตลอดสำหรับการติดต่อ
  • อย่าไปชีเรียสมาก หยุดไม่ได้อยู่แล้ว นี่แผ่นดินไหวอยู่ ลายคุยกับเพื่อนไปเที่ยวไหนต่อดี

#ลาก่อยยย ง่วงมากกก

#บ่นบ้า EP.1

จริงๆก็ไม่มีอะไรมากแค่มาบ่นเฉยๆ

รู้สึกว่าการมีแฟนมันดูแลชึ่งกันละกันไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝั่งคิดถึงโดยไม่ตอบคำถามอะไรเลยปล่อยให้เป็นหลายๆครั้งก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่

ล่าสุดการ ออม พึ่งเขา รพ ขึ่งส่วนตัวก็เป็นห่วงมากอะ ถ้าใครได้คุยกันช่วงนี้ จะรู้เลยว่า ช่วงนี้นอนดึกมาก เพราะนอนไม่ค่อยหลับ + เหงาหงอยมากอะ อาทิเมื่อคืน กระวล กระวาย มากก ทำไมไม่ตอบ นอน ตี 2 ตื่นตี 4 ไม่มีอารมณ์ทำงานคุยกับใครเลยจริงๆ

ไปละแค่นี้แหละS__2482180

นั่งทำงานเคลียดๆ แบบหล่อๆ

#รีวิวอาทิตย์นี้ EP.1

Note เขียนวันที่ 2 มิถุนายน แต่ สำหรับ 29 May > 3 June 

เป็นหนึ่งในอาทิตย์ที่รู้สึกว่าตัวเองย้ำแย่มาก ทำอะไรก็ไร้สะติ เป็นอาทิตย์ที่มีแต่ความกดดัน และ ความคิดถึง

เกริ่นก่อนว่า อาทิตย์นี้ เป็นอาทิตย์ที่เจอแต่ข่าวไม่ค่อยมีเสียเท่าไหร่ ต้นอาทิตย์ นี่เจอ 3 ข่าว ที่แบบ เห้อ

13227275_200723360320649_5576210585775479346_o

  1. แม่โทรมาคุยเรื่องการเรียนจริงๆ เรื่องมันนานมามากแล้ว แต่ยังไม่ได้บอกแม่ คือ drop อีเช่ ของ Photography class ชึ่งแม่ก็ไม่ค่อยสบายใจ ว่าปลายปี เครดิตมันจะพอให้ผ่านหรือไม่ ชึ่งก็น่าจะเป็นแรงผลักดัน…. วิชาอื่นให้ขยันขึ้นอย่างมาก ขนาด Accounting นี่ทำการบ้านอะ คือ ปกติวิชานี้ ถ้าไม่ dealine รอบสุดท้ายคือไม่ทำ แต่นี่รู้สึก ทำไป 3 งาน อังกฤษ ก็มีครูใหม่เข้ามา เพราะครูเก่าไปธุระ 3 อาทิตย์ ชึ่งก็กดดันพอสมควร Photography ก็เป็นอาทิตย์ที่เป็น Deadline ส่งงาน คือจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรมาก เพราะงานเคลียร์เสร็จตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว Math ก็มีเครื่องสอบเพิ่มเกรด แต่ก็มีข่าวดีหน่อยว่า ครูแม้ง ไม่อยู่ พุทธที่ผ่านมาถึงวันอังคาร เพราะต้องไป Wellington ด่วน เรื่องสุขภาพที่ไม่ค่อยดีของเขา ESOL ก็มีครูที่ ไม่เชิงไม่ชอบหน้า แต่ชอบคนปกติมากกว่า + สิ่งแวดล้อมที่้ปลี่ยนไปทำให้กดดันมากก
  2. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รองๆ มาอะแมวเสียชีวิต เอาจริงๆก็รู้เล่วงหน้าแหละ ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ว่ามันอาการไม่ค่อยดี ตามอายุของมัน ชึ่งอายุ มันพอๆกะตรูเลย แต่ก็แบบนะ รู้จักกันตั้งแต่ปีที่แล้ว มาหายไป ก็ใจหายวะ
  3. เรื่องสุดท้าย แบบสำคัญ ชึ่งสำคัญมากสำหรับเรา ก็คงเป็นเรื่อง ออม ป่วยเข้า รพ เป็น ไข้เลือดออก (ทั้ง) จำได้แค่สายพันธ์ B แล้วไม่ได้คุยกันเลย แต่ก็ได้คุยกับอายเป็นระยะ ชึ่งก็มีใจมากที่อาการดีขึ้นมากก เห็นเล่น สเนป และ ทวีตเป็นระยะ แต่ไม่ตอบลาย เลย ทำให้เหมือนเสียใจเล็กๆด้วยแหละ ว่าเหมือนไม่สำคัญเท่า snap วะ ช่างมันเถอะ คงเพราะเจ็มมือ (อายบอกมา) พรุ่งนี้ก็ออกจาก รพ ละ หวังว่าจะตอบลายบ้าง ไม่ได้ปล่อยให้เหงาคนเดียว

ด้วย 3 อย่างที่บอกมา ทำให้แม้งไร้สะติ สุดๆ สำหรับงานตัวเอง งาน รร ทำออกมาดี ตามที่กำหนดไว้ นอน ตี 1+ ตลอด เว้นวันอังคาร ที่แม่ง เก็บแรงทำงานวันพุทธ ที่งานเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก เพราะไปรับจ็อบถ่ายรูปไว้ด้วย นี่ยังเหนื่อยไม่หายเลย วันที่เขียนเป็นวันพฤ แต่ ความรู้สึกเหมือน วันศุกร์สุดๆ แต่ช่างเหอะ พน หยุดวันแม่ ก็เข้าใจแบบนั้นก็คงไม่ผิดวะ ด้วยความไร้สะติสุดๆ ก้มีตั้งแต่ เดินไปเก็บแก้วยังทำ แก้วตกแตก ไร้ความรู้สึก เขียนบทความได้แบบ งี่เง่า ทำรูปได้เหี้ย ตั้งแต่หัวข้อ โดนงานเร่งด่วยตอนตี 1 ขนาดโทรมายิ่งทำให้นอนไม่หลับ

ส่วนเรื่องดีๆในอาทิตย์นี้….. รอยยิ้มยังไม่มีเลยออ มีแต่เกี่ยวกับเว็บวะะ แต่ด้วยบุญเก่า like แม้งครบ 10,000 like pinny กับ ใหญ่ Techchill มา like สะที

ขอบคุณเพื่อนคนนึง ที่ช่วย ปลอบกูเยอะมากกก ให้กูละบายความรู้สึกเหี้ยๆ สมกับเป็นเขาจริงๆวะ อธิบายความรู้สึกคนอื่น โดยที่เขาไม่เจออีกคนมานานแล้ว ไม่อยากพูดชื่อ เพราะมันจะไม่ดีกับทั้ง 2 ฝ่ายไปละสวัสดีมาละบายแค่นี้นี่บาย

เดี่ยวพรุ่งนี้ก็ดีขึ้น…. มั้ง

ถ่ายสตรีทก็ดีนะ….

13327453_213699829023002_6141206147748861389_n 13331028_213699769023008_1167547946876262042_n

เออ ลืมไป หวัดแม้งกลับมาเป็นอีกรอบ… เช็งวะ ตอนดึกไป

ประสบการณ์จากคนติดโทรศัพท์แล้ว เลิกใช้ไป 2 เดือน

หากใครคิดตามผมใน ทวิตเตอร์ หรือ เล่น พันทิป ที่ผมเข้าไปยุ่งวุ่นวายอยู่บ่อย อย่างห้อง มาบุญครอง และ ห้องกล้อง จะพบว่าผมเป็นคนที่เล่น อินเตอร์เน็ตเยอะมากคนนึงเมื่อต้นเดือนกรกฏาคมโทรศัพท์ผมที่ผมชื้อมา มันเกิด พังขึ้นมา อย่างที่ไม่สามารถทราบสาเหตุได้ ไปถามผู้รู้ iPhone ในหลายๆ เพจก็ไม่สามารถช่วยทำได้เลยเพียงคนเดียว เพราะมันไม่ขึ้น Error ใดๆ ทั้งสิ้น มันทำให้คนกลายเป็นคนที่ไม่มีโทรศัพท์จนถึงวันนี้
ช่วงระหว่างนั้น ผมมีอุปกรณ์คู่กาย 2 ชิ้นคือ rMBP 13 นิ้ว และ Tablet Android จอ 12 นิ้วอีกเครื่อง (หมายเหตุ Tablet จอ 12 นิ้วนั้นใส่ชิมได้) ในทุกวันที่ผมไปโรงเรียน ในตอนเช้า ผมก็ผมก็ต้องคิดว่าผมควรเอาอะไร มันเป็นสิ่งที่ยุ่งวุ่นวายชิวิตเลยทีเดียว ที่โรงเรียนผมจะบล็อคบางเว็บไชต์อย่าง Facebook Instagram ทำให้เมื่อทำติดต่อเพื่อนหลายๆครั้งในวลาพัก ผมจำเป็นต้องเปิด 3G/4G

โทรศัพท์พัง 2 เดือนแล้วได้อะไร?

ผมเชื่อว่าหลายๆคนอ่านมาคงยังไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย , การที่ไม่มีโทรศัพท์ 2 เดือน มันไม่ได้ทำให้ผมมีสมาธิเพิ่มขึ้น ดั่งที่ผมต้องการ แต่ผมกลับเป็นคนที่รู้จักการรอคอยมากขึ้น สนุกกับข้อจำกัดในบางสิ่ง หันมองสิ่งรอบข้างบ้าง สังเกตุในสิ่งที่คนอื่นชอบ คนอื่นทำ และที่สำคัญมันทำให้รู้จักกับตัวเองมากขึ้น

ในทางกลับกัน ผมกลับเสียรายได้ไปบางส่วน ผมมีงานด้าน Social ต่างๆ อย่างทำเว็บไชต์ แล้วต้องโพส เฟสบุ๊ค ไม่ได้ในทันที ทำให้ไม่ทันต่อเหตุการณ์ คนเข้าน้อยลง คนกดโฆษณาก็น้อยลง (ผมไม่ทำ Auto Post เพราะ SEO มันห่วย) , ดูแลจัดการวงดนตรีของคนที่รู้จัก ,ไม่สามารถจัดการดาม่า ได้ทันที

ถ้าถามผมว่าคุ้มไหมกับที่เสียไป มันก็ ok นะกับการลงทุนแต่ผมคงไม่ทำอีก ตอนนี้ผมคงจะไปหา โทรศัพท์เครื่องใหม่ มาใช้แล้วละ โทรศัพท์เครื่องใหม่คงทำตังให้ผมอีกเยอะเลย 🙂

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณโทรศัพท์พัง แล้วคุณจะชื้อเครื่องใหม่เลย เพราะการลงทุนไม่ใช้โทรศัพท์ไม่คุ้มค่า บางคนอาจจะได้ผลลัพท์ ที่ดีกว่าผมก็เป็นได้ แต่อย่าลืม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุน โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน เจ้านาย หัวหน้า เพื่อน พ่อ แม่ พี่ น้อง อาจจะไม่ Happy กับคุณก็เป็นได้  

เล่าการใช้งานจากเรื่องจริง Gopro hero 3

หลังจากที่ได้ใช้ gopro ไปสักพักก็ถึงเวลามาเล่าเรื่องราวของ Gopro Hero 3 ตัวนี้แล้วว่าเป็นยังไงบ้างข้อดีข้อเสียของตัวนี้

ข้อดี

  • ทำให้การถ่ายรูปสนุกขึ้นมากมาย ด้วยเลนส์มุม wide ที่ชอบฝุดๆ
  • เชื่อม wifi ดูผ่าน มือถือ Tablet ได้ (ทั้ง IOS และ Android
  • ถ่ายวิดิโอสนุก
  • ใช้งานง่าย
  • แบตอยู่ได้นานพอสมควร (2-3 ชั่วโมงเมื่อถ่ายวิดิโอต่อเนื่อง แต่ถ้าเป็น Hero 4 จะไม่ถึง 2 ชั่วโมง)

11391333_847709815298499_1546104621896295251_n

ข้อที่ทำให้หงุดหงิด

  • เลนส์มันกว้างเกินไป บางครั้งในการถ่ายรีวิวของ ก็ไม่ต้องการให้มันกว้างมาก เพราะขี้เกียจจัดของ และใช้พื้นที่เยอะเกินไป
  • low light ห่วยแตก แต่อาจจะเป้นเพราะเป็นรุ่นเก่าแถม Software ดัน ISO ได้มากสุด แค่ 400 (ชึ่งน้อยมากๆ สำหรับถ่ายกลางคืน
  • อุปกรณ์เสริมยังราคาสูงไปหน่อย ส่วนตัวใช้ Gopro 3 way ราคาประมาณ​ 2,xxx แต่สุดท้ายมันไม่ได้จบตัวเดียว
  • เครื่องไม่มีกันสั่น เวลาเดินไป ถ่ายไปนี่สั่นขึ้นโล่เลย เห็นแล้วปวดหัวพอสมควร (ควรมีกิมบอล ราคาเกือบหมื่น)
  • แสงแจ้งเตือน เวลาถ่านผ่านกระจกมันจะกวนมากๆ (ดูได้ที่วิดิโอด้านล่าง)
  • โฟกัสไกล้ๆ ไม่ได้
  • Software ยังไม่ได้ฉลาดมากนัก
  • วิดิโอยังเก็บรายระเอียดได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับราคา
  • อุปกรณ์เสริม ตัวต่อเยอะมาก แกะกะกว่าแบก Notebook ไปทะเลอีก

11377333_848793671856780_497262246173080852_n

โดยรวมแล้วถ้าเอามาถ่ายเล่นๆ ถือเป็นที่ตัวเลือกที่น่าสนใจมาก แต่ถ้าเอาไปทำงานงานจริงๆจังๆ กรุณาชื้อ Gopro Hero 4 Black เท่านั้น แต่ก็ยังมีตัวที่น่าสนใจกว่า แถมถูกกว่า อย่าง Xiaomi Yi หรือ Sj5000 คุณภาพที่ได้ไม่ต่างกันมากนัก สำหรับขู่แข่งที่ราคาพอๆ กัน ก็คงจะเป็น Sony ที่ลักษณะจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง เรียวๆ ลู่ลมได้ดีเลยทีเดียว แถมมี กันสั่น GPS อีกตางหาก สำหรับใครที่สนใจก็สามารถหาได้ทั่วประเทศครับ (ไม่ใช่นายหน้าขายของ)

สำหรับคนที่สนใจตัวนี้ ผมยังไม่แนะนำมากนัก เพราะยังหาตัวอื่นได้คุ้มค่าราคากว่า (ตัวนี้เด่นกว่าตัวอื่นอย่างเช่น เลนส์กว้างกว่า อุปกรณ์เสริมค่อนข้างเยอะกว่าตัวอื่น)

Note : ตัวที่ใช้เป็น Gopro Hero 3 White ถ่ายวิดิโอได้ที่ 1080P 30 เฟรมต่อวิ, 960P 30 เฟรมต่อวิ, 720P 30 และ 60 เฟรมต่อวิ ถ่ายภาพด้วยความละเอียดสูงสุด 5 MP

บทความนี้ไม่ได้หมายความว่า Gopro ตัวนี้ไม่ได้เหมาะกับคุณ แต่ด้วยมาตรฐานการใช้งานที่ไม่เหมือนกันทำให้ความเหมาะสมลงตัวต่างกนครับ


มีความสุขกับการใช้ของ IT ครับ

Chromebook ความหวังใหม่ของวงการคอมพิวเตอร์จริงหรือ?

ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงติดตาม เจ้าตัว Chromebook อยู่เหมือนกันผม, ผมเห็นหลายๆคนที่สนใจเจ้าตัว Chromebook อยู่เลยจะมีลองพูดให้ฟังเกี่ยวกับตัวนี้

ทำไมต้อง Chromebook ?

คำถามแรกเลย ทำไมเราต้องชื้อ Chromebook ทั้งๆที่มันใช้ได้ Google chrome อะ ลงโปรแกมอะไรก็ไม่ได้ หน่วยความจำก็ให้มาน้อยมาก แต่สิ่งที่ผมทำให้ผมหันมองคือ ความเร็วของ Google Chrome ที่ไม่เคยเร็วขนาดนี้มาก่อนสำหรับ 1 ปีที่ผ่านมา (ในการ เร็นเดอร์ ภาพ วิดิโอ และ บทความ) ในขณะที่สเปคไม่ได้สูงมากมาย

ชิวิตส่วนใหญ่ก็อยู่กับ Google นิลองคิดดีๆ 

การใช้งานส่วนใหญ่สำหรับคนสาย it ก็ประมาณนี้ครับ

  • เอกสาร – Google docs
  • เก็บไฟล์ – Google drive
  • เมล – Gmail
  • โทรศัพท์ – Android
  • ตารางนัดหมาย – Google calendar)
  • ดูวิดิโอ – Youtube
  • Video call – Google hangout
  • แผนที่ – Google maps
  • เรียนหนังสือ – Google classroom (สำหรับนักเรียน)
  • แต่งรูป – Polarr ดูรีวิวได้ที่ https://rabbitsmobile.wordpress.com/2015/05/21/review-polarr-photo-editor/
  • ตัดต่อวิดิโอ – สามารถตัดต่อใน Youtube ได้

Chromebook ไม่ใช่คอมเครื่องแรก

Chromebook ยังไม่ได้เก่งขนาดเอามาเป็นคอมเครื่องหลักครับ แต่เหมาะสำหรับเอาไปชิวๆ ข้างนอกมากกว่า แล้วก็ต้องการทำงานบน Google Chrome แบบเร็วๆ มากกว่า

เทียบแล้ว Windows ก็ยังคุ้มค่าอยู่มากกว่าเล็กๆ นะ

สำหรับผม Chromebook ยังไม่ได้ถูกจนผมจะลืม Windows ยิ่ง Windows Tablet รุ่นใหม่ๆ ราคาถูกลงมากพอสมควรแล้ว เมื่อเทียบสเปคแล้วต่างกันไม่เกิน 2-3,000 บาท แต่การใช้งานต่างกันค่อนข้างเยอะ ทั้งหมดลงโปรแกมได้ ความจุที่มากกว่า อิสระกว่า

ใครควรชื้อใครไม่ควรชื้อ? 

ผมมองว่าจุดมุ่งหมายของ Chromebook คือนักศึกษาที่รายได้ไม่มากนัก แต่ต้องการคอมมาทำงานผ่าน Google Docs แล้วก็ยังมีส่วน ผู้ใช้องค์กร ที่อยากลงทุนกับพวก Cloud มากกว่าไปลงทุนกับระบบ

รวมรีวิวสั้นๆ Chromebook

โดยรวมแล้ว Chromebook ยังน่าใช้พอสมควรถ้าคุณใช้ google service เป็นส่วนใหญ่ และทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต แต่ถ้าคุณไม่ใช่ 2 อย่างนี้ ก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปมอง Chromebook เลยแม้แต่น้อยเพราะมันไม่ได้ตอบโจทย์คุณเลย คำถามสุดท้ายเลยที่คนอยากถาม มันคืออนาคตวงการ คอมพิวเตอร์หรือไม่? ผมก็ยังขอตอบว่า 50:50 เพราะแอพยังมีน้อย Hardware ยังคุณภาพไม่ได้สูงมาก (แต่ถ้าเทียบกับราคาก็คือว่าคุ้มค่า) ผมเชื่อว่าคุณคงไม่อยากนั่งตัดหนังบน Cloud บนคอมแบบนี้เหมือนผมใช่ไหมครับ ?

ปล ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีอะไรเจือปน

เน็ตความเร็ว 1 GBPS น่าตื่นเต้นไหม?

 

ผมเชื่อว่ามีหลายๆคนจะมาถามว่า ถึงเวลาของ เน็ตความเร็ว 1 Gbps รึยัง เนื่องด้วย Aisพึ่งเปิดตัว Ais Fibre ที่รองรับความเร็ว 1 Gbps โพสนี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี

น่าตื่นเต้นไหม? 

น่าตื่นเต้นครับ แต่ไม่รู้จะทำไม ไปหาแบบ 1 IP สัก 100 Mbps ดีกว่าราคาถูกกว่า การใช้งานไม่ต่างมาก แถมปัญหาน้อยกว่า

เราถึงในยุคที่จำเป็นที่จะใช่ความเร็วขนาดนั้นรึยัง?

คำถามแรก คุณจะเอาเน็ตความเร็วระดับนี้ไปทำอะไร ตอนนี้ผมได้ใช้ความเร็วในระดับ 100 Mbps อยู่เกือบตลอดเวลา ผมพบว่าไม่จำเป็นต้องใช้เน็ตเร็วกว่านี้แล้วตอนนี้ เพราะมันไม่มีอะไรให้โหลด ถ้าคุณจะเอาไปโหลดแบบบ้าระห่ำ คุณคิดผิดครับ ผมนั่งโหลด file ในบางโอกาศ (ส่วนใหญ่ด้วย) เว็บนั้นจะล็อค ความเร็ว ชึ่งใช้ยังไงก็ไม่ถึง

อุปกรณ์คุณรองรับแล้วรึยัง

ผมเชื่อว่า Wireless บ้านคุณอย่างมาก ยังเป็น เทคโนโลยี N อยู่ ชึ่งความเร็วที่ รองรับได้ไม่เกิน 300 Mbps ( True Cable แบบไม่เกิน 20 Mbps ให้ Wireless G รับความเร็วได้ 54 Mbps) การที่จะใช้ เน็ตความเร็ว 1 Gbps คุณควรใช้ Wireless AC ที่ความเร็ว 1.3 Gbps ขึ้นไป พร้อมสายแลน แบบ RJ 45 ความเร็ว 1 Gbps เท่านั้น ไม่งั้นจะเป็นคอขวดใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

แล้วเน็ตความเร็วระดับ 1 Gbps มีมาทำไม ?

มีไว้เพื่อเอามาแชร์กันครับ แค่นั้น ไว้ใช้กับครอบครัวใหญ่ๆ ระดับ 10 คนขึ้นไป (แต่อย่างลืมว่าจะต้องมี อุปกรณ์ดีๆมารองรับด้วย ไม่ใช่แค่เน็ต)

 

โลกกล้องจะเป็นอย่างไรเมื่อ Mirrorless ดีมากเกินไป

DSCF2452

ทุกคนรอบตัวผมที่ซื้อ Sony A7II ใช้, ไม่มีใครติดตามข่าวเปิดตัว Nikon D810 / Canon EOS 5Ds หรือ 5Ds R อีกต่อไป และยอดขาย DSLR ในประเทศโลกที่ 123 ปลาฉลามขึ้นบก อย่าง UK / USA ก็สะเทือนอย่างหนัก

ใครที่ตามข่าวนอกโลก, คงทราบดีว่า Sony ฟันกำไร 93% ของตลาดกล้องไว้เพียงผู้เดียว

ในขณะที่ Nikon / Canon / Panasonic / Olympus / Fujifilm มีกำไรให้แบ่งกันแค่ 7%

เหตุผลที่ผมคิดคือ เพราะ Sony A7II มัน “สมบูรณ์แบบจนเกินไป”

จนสงสัยเหมือนกันว่าแล้ว Sony A9 จะเปิดตัวมาแบบไหน และวงการกล้องจะเป็นเช่นไรในอนาคต ?

คำว่า “Sony A7II สมบูรณ์แบบจนเกินไป” แปลว่าเราไม่มีเหตุผลใดในการใช้ DSLR อีกแล้ว

[ยกเว้นคนที่ต้องการกล้อง DSLR ราคาถูก โดยไม่เน้นคุณภาพ, ซึ่งกำลังจะเป็นตลาดใหม่ของกล้องจีนอย่าง Seagull CM9]

Week ที่แล้วผมอ่านข่าวจาก KaiiHuaroh ว่าด้วย “Why i left DSLR for the Sony A7II”, หรือก็คือ “ทำไมเราจึงทิ้งทั้ง DSLR ทั้งหมดมาหา Sony A7II″

แน่นอนครับว่า Mirrorless เหนือกว่า DSLR แบบขาดลอย

ในแง่คุณภาพของเซ็นเซอร์และเลนส์ รวมไปถึงความเบาของเครื่อง

และด้วยความที่ Sony ออกรุ่นน้อย, จึงทำงานร่วมกับ Computer หรือ Device อื่นๆ ได้ดี

[ผมเคยใช้ Nikon D700, ไม่สามารถ Pair กับรถ Koenigsegg และ Wireless Flash ของ Canon ได้]

นอกจากนี้ Sony A7II ยังเป็น “กล้องดีที่สุดในโลก [หากไม่นับ Leica]“

ยังไม่รวมเรื่อง Design & Material

[ผมขอเพิ่มอีกข้อ คือ Sony Products ทุกตัวมีศูนย์บริการกับการรับประกันที่เหนือกว่า, หากซื้อจาก Sony Store จะมาพร้อม “ประกันเพิ่มอีก 3 เดือน” เปลี่ยนเครื่องว่องไว ไร้ปัญหา Drama ตาม Standard ประเทศโลกที่ 123 ปลาฉลามขึ้นบก]

หากเป็นก่อนหน้านี้, เรายังมีเหตุผลที่เลือกซื้อ DSLR ใช้

นั่นคือ “DSLR มีเลนส์ใหญ่” ในขณะที่ Mirrorless เลนส์เล็ก

จนกระทั่งถึงยุค Sony A7II ของ Kazuo Hirai

หลังจากนั้นมา, รู้สึกได้ชัดเจนว่าข่าวเปิดตัว DSLR รุ่นใหม่ๆ เงียบมาก…

ในปี 2014, Bloomberg ก็เคยพยากรณ์ถึงการล่มสลายของ Agfa/Konica เพราะ Sony A7II มีเซ็นเซอร์ใหญ่ไว้ล่วงหน้าใน Article ที่ชื่อว่า “6 เหตุผลที่ Sony A7 ไม่หวาดกลัว iPhone 6“

ดูเหมือนผลจะออกมาจริงตามนั้น

และผมก็เชื่อว่าขนาดเซ็นเซอร์ของกล้องดิจิตอล ได้มาถึงขีดจำกัดโดยขนาดของฝ่าเท้ามนุษย์

ไม่มีความจำเป็นต้องแข่งกันขยายขนาดอีกแล้ว

สิ่งที่ยืนยันได้ชัดก็คือตัว Sony Products เอง, ยอดขาย Sony A7II สูงกว่า Sony A900

ด้วยเหตุผลทั้งปวง, ทำให้ข่าวเปิดตัว Canon 5D Mark IV / Nikon D5 เงียบหาย…

และไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ใช้งาน Sony A7II จะต้องให้ความสนใจกับ DSLR อีกต่อไป

รวมทั้งผมก็เช่นกัน

ในแง่ Hardware & Handset, ผมคิดว่ากล้องดิจิตอลเพียงรุ่นเดียวที่น่าสนใจว่าจะดีกว่า Sony A7II ได้อย่างไร

นั่นคือ Sony A9 [หรือ Sony A7IIs]

ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจไม่เหนือกว่าก็ได้ [หรือไม่สามารถเหนือไปกว่านี้ได้แล้ว…]

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมช่างภาพมอเตอร์โชว์เริ่มหันเหความสนใจจาก Sony A9 ไปเป็น Devices & Services ใหม่ๆ อย่าง Sony Play Station 5 และ Sony Xperia Z4, เพราะช่างภาพเหล่านี้เองก็รู้ว่า “Sony A7II สมบูรณ์แบบจนเกินไป”

ผมเคยเขียน Blog ไว้ถึงขั้นที่ว่า โลกถ่ายภาพจะ “แบ่งชั้น” กันอย่างชัดเจนขึ้น

คือ Mirrorless เท่านั้นจะทำยอดขายในตลาดบนได้, ส่วน DSLR จะราคาต่ำลงไปเรื่อยๆ

ส่วนตัวผมซึ่งไม่ค่อยสนใจในเรื่องการแข่ง Spec บนกระดาษหรือตัวเลข Pixel, คิดว่าตลาดกล้องดิจิตอลในปี 2015 กลับจะเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีกในแง่ Business จากฝั่งจีนและการแข่ง Apps & Ecosystem

ทิ้งท้าย, ผมพยากรณ์ว่า Brand ผู้ผลิต DSLR บางรายที่เคยยิ่งใหญ่จะต้องตายไปจากโลกนี้ก่อนสิ้นปี 2115

โดย น้าป๋วย TecXcite

——————————————————–

คือตอนนี้ตัว Mirrorless มันมาแรงจริงๆครับคนรู้จักหลายคนเปลี่ยนจาก DSLR มาเยอะมาก เพราะนำ้หนัก คุณภาพแจ่ม ไม่ใช่ปัญหา ราคารับได้ ที่สำคัญ workflow สั้นไม่ต้องวุ่นวาย (เมื่อถึงในระดับนึงจะไม่ได้ต้องสิ่งที่ดีที่สุดแต่ต้องการ สิ่งที่ทำให้ชิวิตง่ายที่สุด)

——————————————————–

แต่ mirrorless ก็ไม่ได้มีแต่ข้อดี ข้อที่ไม่ชอบของผมอย่างแรกคือแบต แต่ 1 ก้อนสามารถถ่ายได้ประมาณ 300 รูป แต่ในขณะที่ DSLR ส่วนใหญ่ได้มากกว่าเพราะเรื่องขนาด และไม่มีช่องมองครับ ช่องมองเป็นสิ่่งที่ทำให้ผมคิดหนักกว่าเรื่องแบต เพราะมันเป็นฟิลลิ้่งในการถ่าย แต่ภายในอีก 10 ปีมันจะหายไปครับ เพราะจอจะมาถูกทดแทนมากขึ้น ประหยัดแบตมากขึ้น ดูในที่กลางแจ้งได้ดีมากขึ้น

——————————————————–

สุดท้ายแล้วผมขอสรุปดังนี้ครับ สำหรับใครที่ต้องการเปรียบเทียบระหว่าง Mirrorless กับ DSLR ผมขอสรุปดังนี้ครับเป็น 4 หัวข้อ

DSLR กับ Mirrorless มันต่างกันยังไง??

ทั้ง 2 อย่างต่างกันเพียง กระจกสะท้อนครับ DSLR มีกระจกสะท้อนภาพเข้าช่องมองภาพ ทำให้ DSLR ช่องมองภาพสมจริงกว่า Mirrorless แต่ต้องแลกมากับ Body ที่ใหญ่ขึ้น ส่วน Mirrorless จะไม่มีช่องมองภาพ แต่ทำไหม Mirrorless บางตัวถึงมีช่องมองภาพละ?? ก็เพราะว่ามันเป็นแบบ EVF หรือ Electronic Viewfinder เสมือนจอเล็กเล็กๆที่อยู่ในช่องมองภาพ ซึ่งก็เสียมันก็คือ ภาพอาจจะไม่สมจริงเท่า OVF แบบ DSLR และ กินพลังงานมากกว่า

ด้านการใช้งาน แตกต่างกันยังไง

สำหรับด้านการใช้งานก็เห็นชัดเจนเลยครับ DSLR Body จะใหญ่กว่าทำให้สามารถ จับถือได้สะดวก แต่แลกมากกับน้ำหนักที่ค้อนข้างสูง แต่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะเพราะว่า น้ำหนักเยอะจะทำให้เราสามารถถือกล้องได้นิ่งขึ้น และ Body ใหญ่ทำให้สามารถกดปุ่มควบคุมได้รวดเร็วกว่า แต่ Mirrorless มี Body ที่เล็กทำให้อาจจะถือบไม่ถนัดเท่า แต่แลกมากับน้ำหนักที่เบาพกพาสะดวก User ทั่วๆไป ก็ไม่จำเป็นที่ต้องรวดเร็วแบบ DSLR

ด้านไฟล์ภาพละ แต่งต่างกันยังไง

กล้องทั้งสองชนิด มีหลักการทำงานใกล้เคียงกันต่างกันเพียงช่องมองภาพ เพราะงั้น ไฟล์ภาพเหมือนกันครับ แต่จะต่างกันตามเอกลักษณ์ของแต่ละยี้ห้อเช่น Cannon ถ่ายคนสวย Nikon ถ่ายวิวสวย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุุคคลครับ สำหรับคนที่จะซื้อ Mirrorless ก็ไม่ต้องกลัว ไฟล์ภาพใกล้เคียงกันครับ

ดีไซน์กล้อง

อันนี้แตกต่างกันชัดเจนเลยครับ ฮาๆ Mirrorless มีดีไซน์ที่แตกต่างที่สวยกว่า(ความคิดเห็นส่วนบุคคล) โดยเฉพาะ Fujiflim ที่ให้หน้าตากล้องแบบสมัยเก่าๆ แต่ฟีเจอร์ข้างในอัดแน่นมาเต็มๆ ข้อดีอีกหนึ่งข้อก็คือ ใช้ Mirrorless แล้วมีคนทักมีคนมอง หรือเป็นมิตรมากกว่านั่นเอง เช่น ไม่ว่าไปถ่ายที่ไหนกล้อง Mirrorless ให้อารมณ์ถ่ายเล่นๆมากกว่า DSLR ที่ออกแนวดูทางการมากกว่า

ผมคิดว่าแค่นี้น่าจะสรุปกันได้ครับว่าต้องการอะไรกัน

http://mf-edge.com/2015/03/dslr-vs-mirrorless/